Variety » เตรียมรับมือ ! มหกรรมงาน “บล็อกเชน” ใหญ่สุดในไทย

เตรียมรับมือ ! มหกรรมงาน “บล็อกเชน” ใหญ่สุดในไทย

24 ตุลาคม 2019
161   0

alivesonline.com : หมุนเวียนกลับมาอีกครั้ง สำหรับ “Blockchain Thailand Genesis 2019” มหกรรมงานบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในไทย! หลังได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากการจัดงานในปีแรก โดยในปีนี้ซึ่งเป็นปีที่ 2 ของการจัดงานได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนมาร่วมระดมกำลัง เพื่อขับเคลื่อนวงการเทคโนโลยีไทยให้เตรียมพร้อมสำหรับการมาถึงของเทคโนโลยีบล็อกเชนที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำธุรกรรมของคนทั้งโลก พลิกโฉมธุรกิจ การเงิน และการลงทุน หรือแม้แต่บริการภาครัฐ นำความท้าทายมาสู่หลายอุตสาหกรรมที่ต้องปรับตัวให้เท่าทัน

“Blockchain Thailand Genesis 2019” จะเกิดขึ้นภายใต้แนวคิด “The Future of Financial Disruption” มีกำหนดจัดงานในวันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2562 ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ประกอบไปด้วยส่วนจัดแสดงและเจรจาธุรกิจ เวทีสัมมนาหลัก เวทีสัมมนาย่อย และกิจกรรมเวิร์กชอป เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และเทรนด์ใหม่ ๆ อย่างเข้มข้นจากตัวจริงในวงการ อาทิ Cryptomind, Bitkub, SIX network, Carboneum, Smart Contract Thailand, Kulap, Om Platform, Bitcoin Addict, Siam Blockchain, Blockchain Review พร้อมได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐคือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) และสำนักงาน กลต.

“บล็อกเชน” ลดตัวกลาง เพิ่มผลประโยชน์ให้ธุรกิจ

“ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์” หรือ “หมู อุ๊คบี” ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ บริษัท อุ๊คบี จำกัด (Ookbee) หนึ่งในเจ้าของโปรเจค SIX network ที่นำเอาบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจด้านคอนเทนต์ กล่าวว่า

“การมาถึงของบล็อกเชนมาพร้อมระบบ Decentralized ก็จะช่วยในธุรกิจในแง่ของการตัดตัวกลางต่าง ๆ ออกไป เมื่อลดตัวกลางต่าง ๆ ออกไปจากซัปพลายเชน ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับธุรกิจก็จะมากขึ้นด้วย เพราะว่าตัวกลางส่วนใหญ่โดยปกติจะแบ่งผลประโยชน์ออกไปในแต่ละขั้น อย่างธุรกิจที่ผมทำมีความเกี่ยวข้องกับคนที่สร้างสรรค์คอนเทนต์มาก เมื่อมีระบบบล็อกเชนช่วยเป็นตัวกลางได้ ส่วนแบ่งของนักสร้างคอนเทนต์ต่าง ๆ ก็จะมากขึ้น”

“หากพูดถึงเรื่องบล็อกเชนกับโลกของการเงิน คิดว่าทุกคนอาจจะเคยได้ยิน “คริปโตเคอเรนซี” หรือ “บิทคอยน์” หรือสกุลเงินดิจิทัลต่าง ๆ  ซึ่งในความเป็นจริงระบบการเงินในปัจจุบันมีตัวกลามาก ยกตัวอย่าง เราทำดิจิทัลคอนเทนต์ เวลาคนอยากจะซื้อคอนเทนต์ อยากจะเปลี่ยนเงินที่เขามีในกระเป๋ามาเป็นเงินดิจิทัลก็ต้องผ่านตัวกลางต่าง ๆ อาจจะเป็นวีซ่า มาสเตอร์การ์ด ซึ่งคนที่มีบัตรเครดิตในประเทศไทยมีอยู่ไม่ถึง 10% หรืออาจจะต้องไปใช้วิธีการตัดเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ ก็คือตัดเงินค่าโทรศัพท์เพื่อเอาเงินค่าโทรศัพท์มาเติมเป็นเงินดิจิทัลใช้ในการซื้อคอนเทนต์ ซึ่งก็ต้องไปเติมเงิน หรือจ่ายเงินสดเข้าไปเพื่อแลกเปลี่ยน ผมเชื่อว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนจะเข้ามาสร้างดิจิทัลเคอเรนซีที่มีมาตรฐานในอนาคต สามารถช่วยลดตัวกลางเหล่านี้ให้การใช้เงินต่าง ๆ มีต้นทุนที่ถูกลง”

“บิทคอยน์” ไม่ใช่แค่เงินธรรมดา

“อัครเดช เดี่ยวพานิช” หรือ “เอ” ผู้ก่อตั้ง “คอยน์แมน” (Coinman) ศูนย์กลางข้อมูลความรู้ การลงทุน วิเคราะห์เทคโนโลยีด้านบล็อกเชนและคริปโตเคอเรนซี เล่าว่า

“โลกเรามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การมาถึงของอินเทอร์เน็ตในยุคแรกก็ยังเคยมีคนประณามว่า เอาไว้ส่งของเถื่อน ส่งข้อมูลเถื่อน ส่งรูปโป๊ พอมาในปัจจุบันอินเทอร์เน็ตสามารถสร้างประโยชน์ได้มากมายและกลายเป็นสิ่งจำเป็นของผู้คนไปแล้ว ตอนนี้ที่บิทคอยน์มาถึง บางคนก็บอกว่าเป็นเงินเถื่อน เอาไว้ฟอกเงิน เอาไว้ใช้ขายของเถื่อน แต่บิทคอยน์จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่แค่เงินธรรมดา แต่มันเป็นระบบการเงินที่เปิให้ทุกคนสามารถเข้ามาใช้ได้ เป็นระบบการเงินที่เท่าเทียม ไม่ว่าใครก็ทุกคนมีสภาพเหมือนกันหมด ไม่มีใครได้เร็วกว่าใคร เป็นเงินที่ไม่มีพรมแดน เราไม่ต้องยึดติดกับเงินที่ต้องถือที่ไหนสักแห่งแล้ว มันอยู่ในโลกดิจิทัลแล้ว เป็นเงินที่ไม่สามารถเซนเซอร์ได้ เงินที่ไม่มีใครบอกว่า ห้ามโอนนะ ต้องอายัดนะ ไม่มีใครสามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเงินนี้ได้ ที่สำคัญที่สุดระบบนี้ไม่มีเจ้าของ ไม่มีตัวกลาง ไม่มีใครเข้ามาควบคุม ดังนั้นแปลว่าทุกคนมีอิสรภาพในการใช้เงินนี้ อำนาจอธิปไตยของการเงินจะกลับมาเป็นของพวกเราทุกคนในโลก ที่สำคัญที่สุดคือ บิทคอยน์เป็นแค่จุดเริ่มต้น ยังมีสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ ที่ใช้คอนเซ็ปต์ของบิทคอยน์ ที่น่าสนใจอีกมาก”

“บล็อกเชน” สร้างสังคมโปร่งใสอย่างยั่งยืน

“ปริญญ์ พานิชภักดิ์” รองหัวหน้าพรรค และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในสายการเมืองที่มีความสนใจและยกมือสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนมาอย่างยาวนาน กล่าวว่า

“นวัตกรรมเทคโนโลยีบล็อกเชนจะมีบทบาทสำคัญมากในการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำธุรกิจ โดยเฉพาะการนำบล็อกเชนมาใช้เพิ่มความโปร่งใสและการตรวจสอบข้อมูล สำคัญอย่างมากต่อโลกปัจจุบัน ที่ข้อมูลเปรียบเหมือนเหมืองทอง ในยุค 4.0 เราจะจัดเก็บข้อมูลอย่างไรให้มีความเรียบร้อย ปลอดภัย ไม่มีใครมาแฮ็ก หรือมาขโมยข้อมูล และเราเอาข้อมูลนี้มาใช้อย่างไรให้เกิดผลบวกให้แก่บริษัท แก่ตัวเอง และแก่สังคม

บางธุรกิจ เช่น ธุรกิจสตาร์ทอัป วิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดย่อมที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ถูกต้องและเป็นธรรมได้ บทบาทของระบบบล็อกเชนจะช่วยเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจเล็ก ๆ ที่มีไอเดียบรรเจิดแต่ขาดสภาพคล่อง กบกลุ่มคนที่มีเงินมาก สภาพคล่องเยอะ ให้มาจับคู่กันได้ ก็นับว่าเป็นหน้าที่ของบล็อกเชนที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้ และก็สามารถเพิ่มความคล่องตัวในการระดมทุนให้กับวิสาหกิจธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อมได้ด้วย”

“ในเรื่องความโปร่งใส ผมเชื่อว่าบล็อกเชนเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ได้เข้าถึงเป้าหมายใหญ่ของการพัฒนา การเติบโตอย่างยั่งยืน ตามที่ องค์กรสหประชาชาติ ระบุไว้ 17 ข้อ ใน UN Sustainability Development Goal นำมาซึ่งความโปร่งใสที่จะสร้างธรรมาภิบาลที่ดีขึ้นให้กับการทำธุรกิจ ให้กับสังคมไทย ให้กับการพัฒนาบ้านเมืองให้กับสังคม ตรงนี้ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ส่วนใช้ประโยชน์จากบล็อกเชนได้ไม่ว่าจะเป็น สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ปปง. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ในอนาคตสามารถนำมาใช้ตรวจสอบข้อมูล การป้องกันทุจริตคอร์รัปชั่น การเก็บข้อมูลและดึงมาใช้ได้อย่างทันท่วงที” 

“บล็อกเชน” สั่นสะเทือนวงการการเงินโลก

ขณะที่ “จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา” หรือ “ท็อป” ซีอีโอจาก Bitkub ศูนย์กลางซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัล พ่วงด้วยตำแหน่ง กรรมการบริหารสมาคมฟินเทคประเทศไทย กล่าวว่า

“เทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ อย่างเฟสแรกของโลกเราเรียกมันว่า Personal Computer ตอนปีค.ศ.1975 ซึ่งนั่นคือ Infrastructure อันแรก ที่ทำให้คนอย่าง บิลล์ เกตส์ สร้างแอปพลิเคชันข้างในนั่นคือซอฟต์แวร์ และก็มาเปลี่ยนแปลงโลกในอีก 50 ปีต่อมา เฟสที่สองของโลกคืออินเทอร์เนต หรือ TCPIP ที่เกิดตอนปีค.ศ.1990 ซึ่งทำให้ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก มาสร้างแอปพลิเคชันที่เรียกว่า เฟซบุ๊ก แล้วก็มาเปลี่ยนแปลงโลกต่อไป ทำให้คนอย่าง แลรี่ เพจ สร้างอีกแอปพลิเคชันหนึ่งที่เรียกว่า Google แล้วก็มาเปลี่ยนแปลงโลก และปีค.ศ.2009 เราเพิ่งจะมี Infrastructure ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกครั้งที่ 3 ที่เราเรียกว่าบล็อกเชน แล้วบิทคอยน์ก็เป็นเพียงแค่แอปพลิเคชันแรกของเทคโนโลยีบล็อกเชนเท่านั้น โดยบิทคอยนี้เกิดมาได้แค่ 10 ปี สามารถทำให้วงการที่ Disrupt ยากที่สุดในโลกนั่นคือวงการการเงินเกิดการสั่นคลอนแล้ว หรือการที่บล็อกเชนกระโดดมาวงการระดมทุนเมื่อสองปีที่แล้ว หรือที่เรียกว่า ICO มันทำให้คนสามารถระดมทุนผ่าน ICO ได้มากกว่า Venture Capital ทั่วโลกรวมตัวกัน เพราะฉะนั้นบลอกเชนจะไม่ต่างอะไรกับเทคโนโลยีอื่น ๆ ตรงที่ว่าในอนาคต ทุก ๆ วงการ ทุก ๆ บริษัท ต้องใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน ไม่ต่างอะไรกับที่อินเทอร์เน็ตมันครอบคลุมไปทุกวงการแล้ว มันเข้ามาเปลี่ยนแปลงในทุกวงการ เพราะฉะนั้นบล็อกเชนในอีก 5-10 ปีข้างหน้า มันก็จะมาเปลี่ยนแปลงทุกวงการเช่นเดียวกัน”

ที่ผ่านมาสังเกตว่า TCPIP ไม่สามารถกระทบการแลกเปลี่ยนมูลค่าได้ก็เพราะว่ามันเพิ่มสำเนา ไม่ว่าเราจะสื่อสารผ่านการส่งอีเมล การส่งรูปภาพ มันคือการทำสำเนาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่พอบล็อกเชนมาเราสามารถที่จะอัปโหลดมูลค่าทุกชนิดเข้าไปอยู่ในโลกออนไลน์ได้แล้ว และเราสามารถแลกเปลี่ยนกัน 24 ชั่วโมง เป็นระบบเปิด ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องพึ่งพาตัวกลางอีกต่อไป ลองคิดภาพนะครับ โลกก่อนบล็อกเชน เวลาเราจะแลกเปลี่ยนมูลค่าครั้งหนึ่ง เราต้องพึ่งพาตัวกลางเต็มไปหมดเลย เวลาจะโอนเงินก็ต้องพึ่งพาแบงก์ เวลาจะซื้อหุ้นก็ต้องไปหาโบรกเกอร์ ซื้อขายทองก็ต้องไปร้านขายทอง ซื้อขายที่ดินก็ต้องไปหานายหน้าขายที่ดิน ซึ่งมูลค่ายังเก็บอยู่ในรูปแบบของ Principle Format แต่พอบล็อกเชนมา มันทำให้เราสามารถอัปโหลดมูลค่าทุกชนิดเข้าไปอยู่ในรูปแบบของดิจิทัลได้แล้ว และการหมุนของมูลค่าตรงนี้มันจะเร็วขึ้นมาก ๆ เพราะฉะนั้นในอนาคตการแลกเปลี่ยนมูลค่าทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นเพชร ทอง ที่ดิน รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญา จะอยู่ในรูปแบบของดิจิทัล แล้วมันก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะว่ามันเป็นระบบเปิด ไม่ต้องพึ่งพาตัวกลางอีกต่อไป” 

องค์กร ธุรกิจ หรือผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงาน “Blockchain Thailand Genesis 2019 : The Future of Financial Disruption” มหกรรมงานบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในไทย ในวันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2562 ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ติดตามรายละเอียดและซื้อบัตรเข้างานได้ทาง www.blockchain-th.com และ www.facebook.com/blockchainthailandevent